วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บัณฑิตพระร่วง (ตอน ๑๐)


                                                                  สาระสุภาษิต


๔๔.รักตนกว่ารักทรัพย์ 
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"พึงสละทรัพย์     เพื่อรักษาร่างกาย
พึงสละอวัยวะ      เพื่อรักษาชีวิต
พึงสละชีวิต         เพื่อรักษาธรรม" 
ทรัพย์มีค่าน้อยกว่าร่างกาย  ร่างกายมีค่าน้อยกว่าชีวิต
สุภาษิตพระร่วงนี้ก็สอนตรงกันคือ  ให้รักตนยิ่งกว่ารักทรัพย์  จึงไม่ใช่ภาษิตไทยเดิมดังที่เข้าใจกัน   เป็นคติธรรมทางพระพุทธศาสนา
คำโคลงโลกนิติว่า
" ช้างม้าเมียมิ่งแก้ว         เงินทอง
ตัวมิตายจักปอง               ย่อมได้
ชีวิตสิ่งเดียวของ              หายาก 
ใช่ประทีบเทียนไต้           ดับแล้วจุดคืนฯ" 

๔๕.อย่าได้รับของเข็ญ
ประโยคนี้มีคำซ้อนคำอยู่ ๒ คำ คือ "อย่าได้" กับ "อย่ารับ"  รวมความว่า"อย่าได้รับ"  รวมความว่า "อย่าอยากได้และอย่าอยากรับ" 
อย่าได้รับ - คืออย่ารับ อย่าอยากได้
ของเข็ญ - ของยาก ของลำบาก ของเดือดร้อน หรือพูดสัันว่าของร้อน                  ได้แก่ของผิดกฎหมาย ของเถื่อน  ของที่โจรลักมา  ห้ามรับ                  ของโจร และของสินบนที่เขาเอามาให้  เพื่อจ้างวานให้เรา                  ประพฤติผิดกฎหมาย และทำนองคลองธรรม ละเว้นไม่                        กระทำตามหน้าที่
สอนว่า อย่าอยากได้ อย่ารับของเถื่อน ของผิดกฎหมาย ของสินบน เพราะเป็นของร้อน  นำความเดือนร้อนมาให้ภายหลัง  เพราะของร้อนนี้มันย่อมจะอยู่กับเราไม่นาน  ได้ง่ายก็ใช้ง่ายหมดไปโดยเร็ว  และยังจะพาทรัพย์สินอื่นของเราให้หมดไปด้วย 
พระพุทธเจ้าสอนว่า คนที่รับของทุจริตไว้  ก็ทำให้ร่างกายเลือดเนื้อของเราถูกบำรุงเลี้ยงด้วยของทุจริต  กลายเป็นร่างกายเลือดเนื้อที่บาป  บุตรที่เกิดมาจากกายบาปใจบาป กินของบาปเข้าไปต้องเป็นลูกทีไม่ดีไม่มีความสุขความเจริญ  สังเกตุได้จากบุตรข้าราชการที่ทุจริตมักจะเป็นบุตรที่ล้างผลาญทรัพย์สมบัติของพ่อแม่  หรือเกิดมาต้องให้พ่อแม่รับเวรกรรม  เพราะประพฤติชั่ว หรืออายุสั้น 
สุภาษิตนี้เป็นคติธรรมทางพระพุทธศาสนา

๔๖.ผิวะเห็นงามอย่าปอง
ฉบับของกรมศิลปากรว่า "เห็นงามตาอย่าปอง" 
แต่ฉบับของกรมพระยาปวเรศฯ ว่า" "ผิวเห็นงามอย่าปอง"  
ฉบับของกรมศิลปากรฟังดูเป็นภาษาใหม่กว่า แต่ฉบับของกรมพระยาปวเรศฯ ฟังดูเก่ากว่า  ตรงคำว่า "ผิว" โบราณใช้คำว่า "ผิวะ"หรือ"ผิว่า"  
แม้ในบัณฑิตพระร่วงนี้ก็ยังมีใช้อยู่หลายตอน  เช่น
"ผิวะบังบังจงลับ"  "ผิวะจับจับจงมั่น"  "ผิวะคั้นคั้นจงตาย"  "ผิวะหมายหมายจงแท้"  "ผิวะแก้แก้จงกระจ่าง" 
คำที่ถูกต้องจึงน่าจะเป็น  "ผิวะเห็นงามอย่าปอง"
ผิวะ - ถ้า หาก ริ  เริ่ม
เห็น - เห็นด้วยตา  รู้ด้วยใจ(ธรรมจักษุ) 
งาม - สวย ดี เรียบร้อย ละออตา น่ารักใคร่ 
ปอง- ปรารถนา  รักใคร่ มุ่งประสงค์
สุภาษิตนี้สอนว่า ถ้าเห็นสิ่งสวยงามน่ารักใคร่อย่าอยากได้ (เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นสิ่งดีมีค่าหรือไม่)  เพราะมีคำพังเพยไทยเราว่าไว้ว่า "ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง" บ้าง "งามกระหรอกเบาะ สาวงามเหมาะมีคนบ่อน"  หรือ "ไม้งามกระรอกเจาะ สาวเหมาะมีคนจอง"

คำโคลงโลกนิติว่าไว้ว่า
"ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้         มีพรรณ
ภายนอกดูแดงฉัน           ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน        หนอนบ่อน
ดุจดั่งใจคนร้าย                นอกนั้นดูดี"
สุภาษิตนี้ก็ตรงกับ บัณฑิตพระร่วง เป็นคติธรรมทางพระพุทธศาสนา

๔๗. ของฝากท่านอย่ารับ
"ของฝากท่าน" ในที่นี้คือ ของฝากของท่าน หรือของฝากที่ท่านนำมา  ฝากไว้  ให้เราเก็บรักษาท่านสอนว่าอย่ารับ   คืออย่ารับของที่ท่านนำมาฝากให้ช่วยดูแลรักษาไว้  มิใช่ของฝากของกำนัลที่ท่านนำมามอบให้  
เพราะธรรมดาของฝากน้ันมีแต่นำความเสียหายมาสู่ผู้รับฝากทุกทาง คือ 
๑. ถ้าเก็บรักษาไว้ดี  ก็มีแต่เสมอตัวไม่ได้บุญได้คุณอะไรเลย 
๒. ถ้าสูญหายไปก็ต้องรับผิดชอบชดใช้
๓. ถ้าเผลอใจหรือประมาทนำเอาไปกินไปใช้   ก็จะหลวมตัวเป็นลูกหนึ้ภายหลัง
๔. นานไปเจ้าของเขาลืมจำนวน เช่น ฝากไว้ ๑๐๐๐ ก็ลืมคิดว่า ๒๐๐๐ จะผิดใจกันเปล่า
๕. ชำรุดบกพร่องไปก็จะถูกต่อว่า  ผิดใจกัน เพราะเก็บไว้นาน ไม่ว่าของเราของท่านต้องมีชำรุดบกพร่อง  ยกตัวอย่างชูชกเอาเงินฝากบิดามารดานางอมิตตาไว้จนต้องยกลูกสาวใช้หนี้ 
โบราณจึงสั่งสอนว่า ห้ามรับฝากของท่านไม่มีคุณมีแต่โทษ  เคราะห์ร้ายอาจะมีโจรมาปล้นเอาถึงแก่ชีวิตได้  ท่านถือว่าทรัพย์นั้นเปรียบเหมือนงูพิษ  อาจทำร้ายเอาได้ภายหลัง 

๔๘. ที่ทับจงมีไฟ
ทับ - กระท่อม เรือน ที่อยู่อาศัย   ทับ มาจากคำว่า "ทัพสัมภาระ"  แปลว่าเครื่องปรุงแต่ง  ประกอบเป็นที่อยู่อาศัย
ไฟ - แสงสว่าง  ไต้ เทียน ประทีป  หรือ กองไฟ
บ้านเรือนคนโบราณในชนบท ยังไม่มีไฟฟ้า เวลากลางคืนมืดค่ำ อาจมีภัยด้วย เสือ งู  ช้าง หรือโจรผู้ร้าย  การจุดไฟไว้เป็นเครื่องป้องกันได้อย่างหนึ่ง  ท่านจีงสอนว่า บ้านเรือนต้องมีไฟจุดไว้ในยามค่ำคืน  ตามบ้านนอกสมัยก่อนจึงนิยมกองไฟจุดไว้ที่หน้าบ้านเสมอ  ไม่อยู่กันมืดๆ  เรียกว่า "เอาเสียงเป็นเพื่อนบ้านเรือนมีไฟ"   คำสอนนี้แสดงถึงความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนด้วยว่า  มีภัยอันตรายจากสัตว์ จึงต้องก่อกองไฟไว้ป้องกันงู เสือ ช้าง เพราะมันกลัวไฟ

๔๙. ที่ไปจงมีเพื่อน
ที่อยู่ คู่กับ ที่ไป คือระหว่างทาง โบราณพูดว่า ที่อยู่ที่ไป  สอนว่า ที่อยู่ให้มีไฟ  ที่ไปให้มีเพื่อน  ที่อยู่เอาไฟเป็นเพื่อน ที่ไปเอาคนเป็นเพื่อน  เจาะจงว่าเพื่อช่วยป้องกันภัยอันตราย  ทั้งที่อยู่และที่ไปจึงต้องหาสิ่งป้องกันไว้เสมอ 
โบราณเห็นคุณค่าของเพื่อน  จึงตั้งชื่อคนที่เป็นมิตรสนิทว่า เพื่อน  เช่นพระเพื่อน พระแพง ในลิลิตพระลอ  คำว่า เพื่อน แปลว่า คู่ชีวิต คำว่า แพง แปลว่า มีค่าสูง คนโบราณจึงต้ังชื่อลูกหลานว่า เพื่อน ,แพง    ด้วยมีความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตของคน  
 แต่เพื่อนแท้นั้นหายาก  คำโคลงโลกนิติว่า 
" เพือนกินสิ้นทรัพย์แล้ว       แหนงหนี
  หาง่ายหลายหมื่นมี             มากได้
  เพื่อนตายถ่ายแทนชี          วาอาตม์
  หายากฝากผีไข้                  ยากแท้ จักหาฯ " 
คำพังเพยก็กล่าวไว้ว่า  "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย  สามคนกลับบ้านได้"  ไปไหนก็ให้มีเพื่อนไว้เสมอ

๕๐. ทางแถวเถื่อนไคลคลา
ทาง- เส้น  แนว  สาย ที่คนหรือสัตว์เดิน 
แถว - แนว ยาว สืบ ต่อ
เถื่อน - ป่า ดง พง ไพร เปลี่ยว ดุ เช่น ช้างเถื่อน ไก่เถื่อน ป่าเถื่อน
ไคล - ไป ออก
คลา - มา เข้า 
ทางแถวเถื่อน หมายถึง เส้นทางที่เป็นป่าดง มีสัตว์ดุร้าย
ทางแถวเถื่อนไคลคลา หมายถึง ทางเดินในป่าดงน้ันมีทั้งสัตว์ร้าย เสือ ช้าง และโจรเข้าออกไปมาอยู่เสมอ  เต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบด้าน  ต้องระมัดระวังภัยอยู่เสมอ  ไม่ใช่จะมีแต่ต้นไม้ไพรพฤกษ์เท่านั้น  เป็นคำเตือนสติคนให้มองเห็นภัยของธรรมชาติอันสวยงามของป่าเขาลำเนาไพร

๕๑. ครูบาสอนอย่าโกรธ
ครู ครูบาอาจารย์  - ผู้สั่งสอนศิษย์ ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ศิษย์ 
ครู -  ผู้เต็มไปด้วยน้ำ  คือ ความรู้ และน้ำใจเมตตา ดั่งครุตักน้ำ  ผู้เป็นแบบอย่างความประพฤติชอบ  ดังน้ำอยู่ในกรอบแห่งครุ
บา - มาจาก ชีบา หรือ อุบาสก  เรียกผู้ถือบวชแบบโบราณ  เช่น ครูบาศรีวิชัย เพราะครูแต่โบราณมักเป็นพระสงฆ์ 
สุภาษิตนี้สอนว่า ครูบาอาจารย์ สั่งสอน อบรม ดุด่า ว่ากล่าว อย่าโกรธ เพราะครูปรารถนาดีต่อศิษย์
คำโคลงโลกนิติสอนว่า
" ช่างหม้อตีหม้อใช่        ตีฉาน  แตกนา
   ตีแต่งเอางามงาน        ชอบใช้
   ดุจศิษย์กับอาจารย์      ตีสั่ง  สอนแฮ
   มิใช่ตีจัดให้                  สู่ห้อง  อบายภูมิ"

คำสุภาษิตพระร่วงจึงเป็นคติธรรมทางพระพุทธศาสนา  คนไทยโบราณถือว่า ครูเป็นพ่อคนที่สอง   จึงเรียกศิษย์ว่า ลูกศิษย์ เท่ากับศิษย์เป็นลูกของครูบาอาจารย์  ครูเป็นบุพพารีมิใช่ลูกจ้างสอนศิษย์  ทรัพย์สินที่ศิษย์มอบให้แก่ครู เรียกว่า ค่ายกครู  หรือ ค่าคำนับครู

๕๒. โทษตนผิดพึงรู้
โทษ - ความผิด ความชั่ว ความไม่ดี ตรงข้ามกับ "คุณ"
ผิด -    ความไม่ถูกต้อง ตรงข้ามกับ "ชอบ" คือ ความถูกต้องตรงตาม               ทำนองคลองธรรม 
สอนว่า ความผิดความชั่ว ความไม่ถูกต้องของตน ควรจะรู้ตัว เมื่อมีผู้ดุด่าว่ากล่าวตนก็ควรยอมรับว่าท่านพูดจริง  ด้วยความหวังดีต่อเรา ถึงไม่มีใครพูด ก็ควรจะจดจำไว้ "เอาผิดเป็นครู"

๕๓. สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์
ศักดิ์ -  ชื่อเสียง เกียรติยศ ความเคารพนับถือตนเอง ความภาคภูมิใจ               ตนเอง ความทนงในเกียรติของตน ทุกคนมีศักดิ์มีศรี  เช่น                   ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย ศักดิ์ศรีในตำแหน่งการงาน ศักดิ์ศรีใน                 สถาบัน ศักดิ์ศรีในราชตระกูล ศักดิ์ศรีในเชื้อชาติ
สิน -    ทรัพย์ เงิน ทอง ข้าวของ
สุภาษิตนี้สอนว่า ยอมเสียเงินดีกว่าเพื่อรักษาศักดิ์ศรีไว้  อย่ายอมเสียศักดิ์เพื่อไม่ต้องเสียเงิน เงินมีค่าน้อยกว่าศักดิ์ศรี เงินทองหาได้เมื่อมีศักดิ์ศรี  แต่เมื่อไร้ศักดิ์ศรีแล้วเงินทองก็หาไม่ได้ 
คำโคลงโลกนิติสอนว่า
"เสียสินสงวนศักดิ์ไว้      วงศ์หงส์
  เสียศักดิ์สู้ประสงค์        สิ่งรู้"
สุภาษิตพระร่วง หรือ บัณฑิตพระร่วงนี้ก็มาจาก โลกนิติปกรณ์ของเก่านั่นเอง 

๕๔. ภักดีอย่ารู้เคียด
ภักดี - ความจงรัก ความดื่มด่ำ ความเลื่อมใส ความเคารพบูชาว่าเป็น              สิ่งมีค่าสูงสุดแก่ชีวิต   เช่น ภรรยาภักดีต่อสามี ลูกชายภักดีต่อ            พ่อแม่ ประชาชนภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว  คนภักดีต่อพระเจ้า
เคียด - โกรธ เคือง ขุ่น แค้น คิดประทุษร้าย คิดไม่ซื่อตรง 
สอนว่า สิ่งทีเราจงรักภักดีน้ัน มีคุณค่าสูงเกินกว่าที่จะคิดโกรธเคือง ดุด่าว่ากล่าวเราอย่างรุนแรงเพียงใดก็ตาม  ให้คิดเสียว่าเป็นเคราะห์กรรมของเรา  โทษตัวเราว่าไม่ดีเอง

๕๕. อย่าเบียดเสียดแก่มิตร
เบียด - เบียดบัง เอาทรัพย์หรือผลประโยชน์มาเป็นของตนด้วยการ               ปิดบังไว้ไม่ให้รู้เห็น
            เบียดเบียน เอาทรัพย์ของเรา เอาคุณความดีของเขามาเป็น                ของตน ทำให้เขาเดือดร้อน
            เบียดบ้าย เอาความไม่ดีของตนไปให้เขา 
            เบียดสี  เอาสีข้างเข้าสี   กระแซะให้เขาต้องออกนอกทางไป             แล้วเข้าแทนที่  เช่นแย่งตำแหน่งหน้าที่การงาน 
            เบียดแทรก เอาตัวสอดแทรกเข้าไปในระหว่างกลาง  ฉกฉวย               โอกาสว่างมาเป็นของตน  
เสียด - เสียบ แทง ยุแยง  เช่นพูดจาส่อเสียด พูดยุยงใส่ร้าย  กระแนะ             กระแหนให้คนเกลียดชัง  
สอนว่า อย่าเบียดเสียดแก่มิตรทุกประเภทตามที่กล่าวแล้ว ตรงกับคำสอนในพระพุทธศาสนาว่า  อย่าพูดปด อย่าพูดหยาบ อย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล   
คำสุภาษิตนี้จึงเป็นคติธรรมในพระพุทธศาสนา

๕๖. ที่ผิดช่วยเตือนตอบ
ที่ผิด -  ที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่ชอบธรรม ที่ไม่เหมาะ ที่ไม่ควร  สิ่งที่จะก่อ               ให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนภายหลัง  
เตือน - การกระทำให้รู้ตัวทั้งทางตรงทางอ้อม  เช่นพูดตรงๆ พูดเป็น               นัยๆ  ทำอากัปกิริยาด้วยสายตา สีหน้า พูดสั่งไปกับคนอื่น                   จดหมายบอกให้รู้ ประท้วงหยุดการทำงาน  ล้วนแต่เรียกว่า                 เป็นการเตือนทั้งสิ้น     
ตอบ - แทน สนอง โต้ แย้ง แก้ต่าง ชี้แจง 
สอนว่า ถ้าเห็นแก่มิตรของเรา หรือคนที่เรารักใคร่นับถือ หรือเป็นคนดี ถ้ามีอะไรผิดก็ต้องช่วยเตือนให้รู้ตัว  ช่วยแก้ไข ช่วยป้องกัน ช่วยโต้แย้ง 
พระพุทธศาสนาสอนว่า มิตรแท้น้ันต้องป้องกันมิตรยามมีภัย ช่วยรักษาทรัพย์ของมิตร
มิตร ในที่นี้ไม่ได้หมายความแคบแค่เพื่อน หมายถึงคนทั่วไปที่รักใคร่นับถือกัน  พ่อ แม่ ครู คนที่่อยู่ในสถาบันเดียวกัน  เป็นประโยชน์เกื้อกูลกันทั้งทางตรงทางอ้อม นับว่าเป็นมิตรทั้งสิ้น 

๕๗. ที่ชอบช่วยยกยอ
ที่ชอบ - ที่ถูกต้อง เหมาะสม ดีงาม ตามทำนองคลองธรรมทั้งทางการ               กระทำและความประพฤติ
ยก -       ทำให้สูงขึ้น  ด้วยการยกของขึ้นถือไว้ มิให้ตกต่ำกว่าที่ควร                   เป็น หรือหล่นลงมีอันตราย  
ยอ -       เชิดชู สรรเสริญ  ชมเชย พูดแต่ในทางที่ดี เอาคุณงามความ                 ดีมากล่าว
สอนว่า สิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง เหมาะสม ต้องพูดส่งเสริม สนับสนุน เชิดชู ชมเชยท้ังต่อหน้าและลับหลัง ให้คนท้ังหลายมองเห็น  เมื่อเห็นคนทำดีไม่ยกยอก็จะเป็นคนใจแคบ  ไม่เพิ่มคุณสมบัติของตนเองในข้อ "มุทิตา" ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี  และ "อนุโมทนา" ยินดีเมื่อผู้อื่นทำดี ตามคติธรรมทางพระพุทธศาสนา

๕๘. อย่าขอของรักมิตร
ศีลห้า ท่านเรียกว่า "นิจศีล" คือ ศีลที่ควรถือไว้เป็นนิจ และสม่ำเสมอเป็นปกติ  เพราะ นิจ แปลว่า เที่ยงตรง มั่นคง และ "ศีล" แปลว่า  ปกติสม่ำเสมอ
ศีลห้ามีอยู่ข้อหนึ่งคือ  "กาเมสุ มิจฉา จารา เวรมณี" ที่มักแปลกันว่า "เว้นจากการประพฤติผิดในกาม"  หรือเข้าใจว่า "ไม่ผิดเมียท่าน ไม่เป็นชู้เมียท่าน"  นั้นเป็นการแปลอย่างแคบที่สุดไม่ตรงตามพุทธประสงค์ ที่ทรงบัญญัติไว้ 
คำแปลที่ถูกต้องแปลว่า "ละเว้นจากการประพฤติผิดในของรักทั้งหลาย"
"กาเมสุ" แปลว่า ของรักทั้งหลาย  ของรักทั้งปวง 
 "ของรักทั้งปวง"ได้แก่อะไร  
อย่างสูงสุดก็คือ  ภรรยา สามี หวงแหนที่สุด ถึงแก่ฆ่ากันก็เพราะเรื่องนี้  สัตว์ก็หวงคู่ของมันที่สุด
รองลงมา คือ บุตร ธิดา  คนที่มีลูกก็จะได้รู้เองว่า  รักและห่วงใย หวงแหนบุตรธิดาเพียงใด  โดยเฉพาะบุตรสาว ใครมาล่วงเกินทำลายก็เสียดาย เสียใจที่สุด
อย่างต่ำที่สุด ก็คือ ทรัพย์ เช่น วัว ควาย สัตว์เลี้ยง  และของรัก เช่น พระเครื่อง กล้วยไม้ สิ่งที่สร้างสมมาด้วยใจรัก  โจรขโมย แม้ไม่ลักแต่มาหักหา หรือทำลายเสีย ก็เป็นการข่มเหงน้ำใจกัน 
ตั้งแต่ภรรยา สามี และของมีค่า  เรียกว่า ของรักทั้งหลาย ของรักทั้งปวง  ตรงกับคำว่า "กาเมสุ" ทั้งสิ้น 
ศีลข้อ ๓  จึงห้ามมิให้ประพฤติผิดในของรักทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ภรรยาเท่านั้น 
สุภาษิต "อย่าขอของรักมิตร" สอนไว้ว่า คนรักใคร่ชอบพอกันอย่าขอของรักกัน  จะหมางใจกัน  ให้ก็หมางใจกัน ไม่ให้ก็หมางใจกัน  ดังที่คำพังเพยว่า "ขออะไรไม่ว่า นกกระทาไม่ให้"  เพราะนกกระทาเป็นของรักของคนเลี้ยงนกกระทา  มีนิทานเล่ากันอยู่แต่โบราณ

๕๙. ชอบชิดมักจางจาก 
ชอบ - พอใจ รักใคร่ ถูกนิสัยใจคอ เข้ากันได้ดี 
ชิด   - ใกล้ สนิท คุ้นเคย คลุกคลี พัวพัน
จาง - ไม่เข้มข้น จืด เจิ่น หมางเมิน คลาย 
จาก - ร้าง ไกล
สอนว่า คนที่รักใคร่ชอบพอกัน  ถ้าสนิทกันมาก ใกล้ชิดกันมาก  คลุกคลีพัวพันกันมาก  ก็จะมีการล่วงเกิน  หนักเบากัน เหมือนลิ้นกับฟัน  ย่อมจะกระทบกัน ทำให้เกิดความจืดจางห่างเหิน  ผิดใจกันได้ในภายหลัง  คนรักกันอยู่ใกล้ชิดกันมากมักไม่ดี  เพราะจะเห็นความไม่ดีของกันและกัน  กระทบกระเทือนใจกัน  ทำให้ต้องเสียไมตรีกันได้ในภายหลัง 

ต้ังแต่ข้อ ๕๔ - ๕๙ กล่าวถึงการคบมิตรทั้งสิ้น  แต่มีข้อความเป็นเอกเทศแก่กัน 
เป็นคติธรรมทางพระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องการคบมิตร  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเห็นการ "เสวนา" กับคนอื่นนั้นเป็นของสำคัญอย่างยิ่งแก่ชีวิตของคนเรา  มีคำสอนเรื่องการคบมิตรไว้มาก จนถึงกับกล่าวว่า "คบคนเช่นไร ก็เป็นคนเช่นน้ัน"   คบคนพาลก็เป็นคนพาล คนบัณฑิตก็เป็นบัณฑิต ดังนิทานเรื่องนกแขกเต้าสองตัว ตัวหนึ่งไปอยู่กับโจรก็เป็นโจร ตัวหนึ่งไปอยู่กับฤาษีก็มีศีลมีความดี 


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บัณฑิตพระร่วง (ตอน ๙)



สาระสุภาษิต

๓๔. อย่าประมาทท่านผู้ดี
ประมาท - ดูหมิ่น ดูแคลน ดูเบา ดูถูก คือไม่ดูให้ถี่ถ้วน  ไม่ดูใหถ่องแท้เป็นการดูอย่างผิวเผิน อย่างละเลย เพิกเฉย ไม่พินิจพิจารณา คำนี้ไมใช่เหยียดหยาม แต่ตรงกับคำว่า "ดูถูก" คือตีราคาถูก หรือตีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
ผู้ดี - ได้แก่ผู้ดีโดยชาติตระกูล ดีโดยความประพฤติภายนอก ดีโดยกิริยาวาจา ดีโดยคุณธรรมภายในจิตใจ   ดี ๔ประการนี้ เรียกว่า "ผู้ดี"
ท่านจึงสอนว่า  อย่าดูถูกผู้ดี (อย่าตีราคาถูก) อย่าดูหมิ่นผู้ดี(ดูเพียงผิวเผิน)  อย่าดูเบาผู้ดี (อย่าดูเพียงเบาบาง)  ต้องดูให้หนักแน่น อย่าดุแคลนผู้ดี  คืออย่าดูแต่เพียงเล็กๆน้อยๆ ให้ดูมากๆ

คำโคลงโลกนิติสอนว่า
"อย่าดูหมิ่นของเล็กน้ัน   สี่สถาน
  เล็กพริกพระกุมาร          จึดจ้อย" 
พระกุมารคือ ชาติผู้ดีโดยชาติตระกูล  ห้ามดูถูกดูหมิ่น เติบโตมีบุญวาสนาได้เป็นพระมหากษัตริย์  ปกครองคนมากมาย มีกำลังมากนัก 
คนโบราณพูดว่า "อย่าประมาทชาติผู้ดี"  ก็คงมาจากคำนี้  อาจจะถูกต้องกับคำดั้งเดิมของภาษิตนี้มากกว่า 

๓๕. มีสินอย่าอวดมั่ง 
สิน - เงิน ทอง เข้าของ ทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน ไร่นา วัวควาย ข้าคน 
มั่ง - มั่งมี ร่ำรวย มีทรัพย์มาก เศรษฐี 
สอนว่า มีทรัพย์แล้วอย่าอวดรวย  จะเป็นที่เขม่นหมั่นไส้ของคนอื่น  จะเป็นที่บาดตาบาดใจคน  จะเป็นที่ริษยาของคน จะเป็นที่ปองร้ายของโจร  จะเป็นอันตรายแก่ตน คนมีมากก็ยิ่งถ่มยิ่งปกปิด  เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง คนมีไม่มากจริงมักโอ่อ่าอวดรวย  ต้นข้าวมีรวงมักจะน้อมรวงลงต่ำ  เพราะหนักคอ  รวงข้าวเมล็ดลีบมักจะชูรวงสูง  เพราะเบาคอรวง พระพุทธเจ้าสอนว่า "นิวาโต" อย่าพองลม  หรืออย่าเบ่ง อย่าโอ่อวด  สุภาษิตนี้ก็อยู่ในแนวคำสอนของพระพุทธศาสนา

๓๖. ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ
สั่ง - สั่งสอน บอกเล่า ชี้แจง แนะ นำ ผูกมัด ดึง  อันที่จริงคำไทยที่พูดว่า สั่งสอน นั้นคือ(สั่ง/ ศร)  นั่นเอง คือ บอกเล่า ชี้แจง แนะนำ ฝึกฝนแล้วก็ยอมรับ อ่อนน้อม ยอมตามโดยดี ไม่แข็งขืนเหมือนกับศร  อ่อนน้อมไปตามสายเชือกที่ผูกดึงไว้  แต่เขียนเป็น "สั่งสอน" จีงไม่รู้ที่มาของคำเดิม  ซึ่งแปลว่า ผูกดึงให้อ่อนน้อม 
ผู้เฒ่า - ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์  พ่อแม่ พี่ป้าน้าอา ผู้มีอายุสูง  ผู้พบเห็นโลกมามากกว่า ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน 
สอนว่า ผู้เฒ่าสั่งสอนจงจดจำถ้อยความ และเนื้อความหมายไว้  ย่อมจะได้รับประโยชน์เป็นคุณแก่ตน  เป็นมงคลแก่ตัว

๓๗. ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก 
ฉบับของกรมศิลปากรที่ว่า "ที่ขวากหนามอย่าเสียเกลือก" นั้นเห็นจะผิดแน่ เพราะแปลความหมายไม่ได้ 
ฉบับของกรมสมเด็จพระยาปวเรศฯว่า "ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก"  ความหมายดีกว่ามาก แปลความหมายได้
ขวาก - ไม้แหลมที่เซี่ยมไว้  ปักไว้บนพื้นดินให้เหยียบเป็นรูป #  บางหยักเป็นเรียวเหมือนเบ็ดดังรูป #นี้สำหรับปักไว้กันขโมย  หรือขโมยลักของไปแล้วปักขวากไว้ตามทาง เมื่อคนติดตามไปก็จะเหยียบขวาก เป็นอันตรายติดตามขโมยไม่ทัน
หนาม - หนามของต้นไม้แหลม ที่เกิดเองตามธรรมชาติ เช่น หนามไผ่ หนามงิ้ว 
ขวากกับหนามเป็นเครื่องกีดกัน อาจทิ่มตำเอา  เลยเอามาเป็นอุปสรรคว่า ขวากหนาม 
เสีย - ไม่ได้ ไม่มี ไม่ใช้ ไม่สวมใส่ เช่น เสียสัตย์ ก็คือไม่มีสัตย์ ไม่รักษาสัตย์ไว้  เสียเกือก คือ ไม่มีเกือก  ไม่ใส่เกือก  รองเท้าทำด้วยหนังสัตว์ตากแห้ง เช่นหนังควาย  ตัดให้พอดีเท้า เจาะรูมีสายสวมคีบไว้ด้วยนิ้ว เรียกว่า เกือก 
สอนว่า การเดินทางที่มีขวากหนาม ขวางกั้นอยู่ อย่าทิ้งเกือกให้สวมเกือกไว้  ส่วนคำว่า "เกลือก"  แปลว่า กลิ้ง คลุก  เช่นพูดว่า เกลือกกลิ้ง   หรือ เกลือกตัวลงบนดิน  อย่างที่พูดว่า ควายเกลือกโคลน  เอามาใช้กับเรื่องขวากหนามไม่ได้  ฉบับของกรมศิลปากรจึงผิดแน่

๓๘. ทำรั้วเรือกไว้กันตน
ฉบับของกรมศิลปากรว่า "ทำรั้วเรือกไว้กับตน" เห็นว่าผิดแน่  เพราะทำรั้วไว้กับตัวกับตนนี้ มองไม่เห็นว่าจะทำได้  ถุ้าทำไว้ป้องกันตนก็ทำได้มีความหมายถูกต้อง  
รั้ว - สิ่งที่ทำไว้ล้อมบ้านเรียกว่า รั้ว  ทำด้วยเรียวหนามไม้ไผ่ หรือปลูกเป็นต้นไม้ล้อม  เช่นพู่ระหงส์ก็เรียกว่า รั้ว  ต่อมาทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ หรือสังกะสีก็เรียกว่า ร้้ว  ถ้าทำด้วยอิฐก็เรียกว่า กำแพง  ถ้าทำด้วยไม้ล้อมขังสัตว์ เรียกว่า คอก   ถ้าทำขังหมูขังไก่ เรียกว่า เล้า
เรือก - ทำด้วยไม้ไผ่ ผ่าเป็นซี่ๆ ขนาดกว้างสัก ๒ นิ้ว  ผูกเรียงติดกันด้วยเชือก หรือเส้นตอก  เรียกว่า เรือก สำหรับปูพื้นเรือนไม้ไผ่  หรือทำแคร่นอน หรือสำหรับใส่ศพของชาวบ้านเรียกว่า "เรือก" ทั้งสิ้น ถ้าทำเป็นซี่เล็กๆสำหรับดักปลา เรียกว่า "เฝือก"  
รวมความว่า   รั้วสำหรับล้อมบ้านมิให้ใครล่วงล้ำเข้ามาถึงเรือน  ส่วน เรือก สำหรับปูพื้นหรือทำแคร่นอนกันตก  หรือทำสำหรับใส่ศพ  เป็นสิ่งป้องกันหรือห่อกาย  เรียกว่า เรือก 
สอนว่าให้ทำรั้วไว้ล้อมบ้านไว้กันขโมยโจรผู้ร้าย  หรือสัตว์ร้ายเป็นเครื่องป้องกันภายนอก  ให้ทำเรือกไว้สำหรับนอน  สำหรับนั่ง หรือป้องกันร่างกายคนเรา ภายใน อีกชั้นหนึ่ง  หมายความว่าให้ทำเครื่องป้องกันภัยไว้สองชั้นทั้งภายนอกและภายใน จึงจะถูกต้อง ไม่ใช่คำว่า "ทำร้ัวเรือกไว้กับตน"  เพราะหมายความว่า การป้องกันตนต้องทำทั้งภายนอกและภายใน 

๓๙. คนรักอย่าวางใจ
รัก - โบราณเขียนว่า "รักษ์" เพราะคำว่า รักในภาษาไทย มาจากคำว่า "รักษ์" ในภาษาบาลี  มีความหมายว่า "รักษา ป้องกัน ทถนอม" ดังเช่น น้ำรัก ที่เอามาลงรักเนื้อวัตถุ เพื่อรักษาเนื้อวัตถุ  เช่น พระพุทธรูปให้คงทน  แล้วปิดทองทับให้สวยงาม  คำว่า "รัก" จึงมีความหมายดั้งเดิมอย่างเดียวกับคำว่า "รักษ์" 
คนรัก - คือคนที่ทนุถนอมน้ำใจกันมิให้เจือจาง  ห่างเหิน หมางกัน หมายถึงผู้หญิงที่เป็นคู่รัก  และเพื่อนฝูงที่รักใคร่ชอบพอสนิทสนมกัน เรียกว่า "คนรัก"  
สอนว่า คนรักอย่าวางใจ ดังคำว่า  "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง" 
โคลงโลกนิติ ว่า
" ช้างสาร    หกศอกไซร้      เสียงา
   งูเห่า        กลายเป็นปลา  อย่าต้อง
   ข้าเก่า      แต่ปู่ตา             ตนปู่ ก็ดี
   เมียรัก     อยู่ร่วมห้อง       อย่าไว้วางใจฯ "
สุภาษิตนี้จึงมีที่มาโลกนิติ แหล่งเดียวกัน มิให้ภาษาไทยแท้แต่เดิม

๔๐.มีที่ภัยจงหลีก
ฉบับกรมศิลปากรว่า "ที่มีภัยพึงหลีก" ฉบับของกรมพระยาปวเรศฯ ว่า "มีที่ภัยจงหลีก"  สองประโยคนี้มีความหมายหนักเบาต่างกัน 
ที่มีภัย   นั้นหมายความตรงตัวว่า ที่ตรงน้ันมีภัยพึงหลีกเสีย  อย่าเข้าไปหาภัยนั้น ซึ่งตามธรรมดาคนเราเมื่อรู้ว่าที่น้ันมีภัยก็หลีกอยู่แล้ว  ไม่ต้องมาสั่งสอนกันอีก เป็นสามัญสำนึกอยู่แล้ว 
มีที่ภัย   หมายความว่า  ถ้ามีสิ่งที่อาจเป็นภัย  หรือมีที่ภัยจะเกิดขึ้นก็จงหลีกเสีย   "มีที่ภัย" ในที่นี้ไม่เฉพาะแต่รูปธรรมที่เห็นด้วยตา  เช่น ไฟ โจร เสือ เป็นต้น  แตหมายถึงนามธรรมด้วย เช่น ความชั่ว ความบาป ความผิด ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  คนชั่วคนพาลต้องหลีกเลี่ยงเสีย  อย่ากระทำการคบค้าสมาคมด้วย  
"จง"  เป็นคำสั่งสอนหนักแน่น 
"พึง" เป็นคำเตือน 
เพราะฉนัน คำว่า "มีที่ภัยจงหลีก"  น่าจะถูกต้องกว่า  "ที่มีภัยพึงหลีก"

๔๑. ปลีกตนไปโดยด่วน 
ไม่ใช่คำขยายความประโยคที่ ๔๐ ข้างต้น เป็นคำอีกคำหนึ่งต่างหาก
ปลีก - เอาตัวรอด ถอยออกห่าง ไม่คลุกคลี  ไม่มั่วสุม ไม่เกี่ยวข้องด้วย  ไม่คละเคล้า ไม่รวมตัวอยู่ด้วย  เช่น คำว่า เงินปลีก  ก็คือเงินที่แยกออกมาได้ มีค่าในตัวต่างหาก  เช่นเหรียญบาท เหรียญสลึง  หรือสตางค์ สินค้าปลึก  คือ สินค้าย่อยชิ้นเดียว  ไม่รวมกันจำนวนมาก  คำว่า "ปลีก" แปลว่า "แยก"
สอนว่าให้ปลึกตัวให้พ้นจากการมั่วสุมกับคนชั่ว  หรือหมู่คณะที่จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียอย่างที่พูดกันว่า "พวกมากลากไป" 
โดยด่วน  คือโดยเร็ว เดี๋ยวนี้ อย่าช้า อย่านอนใจ 

๔๒. ได้ส่วนอย่ามักมาก
ได้ส่วน - ได้รับมาส่วนหนึ่ง ในจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมด  จะมากหรือน้อย จะเป็นหนึงในห้า  หรือหนึ่งในสิบก็ตาม  เรียกว่าได้ส่วนแล้วตามที่ควรมีควรได้ 
มักมาก - โลภมาก อยากได้มาก  พยายามจะให้ได้เพิ่มอีก  ไม่พอใจในส่วนแบ่ง
สอนว่า เมื่อได้มาส่วนหนึ่งแล้ว ก็จงพอใจในส่วนที่ได้  อย่าโลภมากเหมือนตาอินตานา  ได้ปลามา ๑ ตัว แบ่งหัวแบ่งหางกันไม่ตก  ต้องไปหาตาอยู่ตัดสิน  เอาหัวพุงไปกินเสีย  คนไทยสอนว่า "โลภมากมักลาภหาย" สอนไม่ให้โลภมาก 
พระพุทธภาษิตเรื่องมงคล ๓๘ ประการสอนว่า "สันตุฎฐี  ความยินดีพอใจในสิ่งทีมีที่ได้  เป็นมงคลอันอุดม" 

๔๒. อย่ามีปากกว่าคน
ปาก - มีไว้สำหรับกิน(เข้าไป) และ พูด(ออกมา) มีคุณประโยชน์ - อย่างนี้
กว่า - มากกว่า เกินกว่า  คือไม่พอดี มีปากมากกว่าปกติ
คน - มีปากเดียว ใช้ประโยชน์ ๒ อย่างคือกินและพูด 
สอนไม่ให้มีปากมากกว่าคน  ก็หมายความว่า อย่าปากมาก อย่าพูดมาก  อย่าใช้ปากสำหรับกัดเหมือนสุนัข  หรือเห่าเหมือนสุนัข  อย่าใช้ปากทำร้ายท่านด้วยการด่าแช่ง  ทำร้ายผู้อื่น คนไทยสอนกันว่า "อย่าค่อนท่านด้วยปาก อย่าถากท่านด้วยตา"

     พระพุทธศาสนาสอนว่า อย่าพูดปด  อย่าพูดเพ้อเจ้อ อย่าพูดเหลวไหล สุภาษิตนี้ก็มาจากคำสอนในศาสนาพุทธ ที่ซึมซาบอยู่ในจิตใจคนไทยทั่วไป  จึงสอนว่า "อย่ามีปากกว่าคน" 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

บัณฑิตพระร่วง (ตอน ๘)



สาระสุภาษิต


๒๔. อย่าคนึงถึงโทษท่าน  

คนึง - ความคิดถึง  ครุ่นคิด  เพ่งเล็งถึง

 สอนว่า อย่าเพ่งโทษจับผิดท่าน   เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์สั่งสอนมิให้ภิกษุเพ่งโทษจับผิดภิกษุอื่น  คนไทยก็พูดว่า "ชั่วช่างชี   ไม่ดีช่างเถร" 


คำโคลงโลกนิติก็เปรียบเทียบว่า

                      "โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง   เมล็ดงา
                        ปองติฉินนินทา          ห่อนเว้น
                        โทษตนเท่าภูผา         หนักยิ่ง
                         ป้องปิดคิดซ่อนเร้น    เรื่องร้าย  หายสูญ ฯ"


๒๕.หว่านพืชจักเอาผล
หว่าน - โปรย  เช่นหว่านข้าว หรือโปรยเมล็ดข้าว
พืช - เมล็ดพันธ์ของต้นไม้ที่จะก่อให้เกิดพันธ์ต่อไป  เช่น ข้าวเปลือก ถั่ว งา
หว่านพืช - คือการที่เอาเมล็ดพืชหว่านโปรยลงบนดิน  การที่คนเอาเมล็ดพืชหว่านโปรยลงบนดินพื้นไร่ที่ไถแล้วเช่นนี้  มิใช่ว่าจะหว่านให้นกกากิน  แต่หว่านลงไปก็ด้วยความหวังว่า  เมล็ดพืชจะงอกขึ้นมา  แล้วจะเกิดผลมากมายหลายเท่าพันเท่า  จะได้เก็บเกี่ยวเอาผลมาเป็นประโยชน์ภายหลัง 
สุภาษิตนี้จึงเปรียบความได้ว่า   การหว่านพืชก็จะเอาผล  การที่คนลงทุนทำกิจการใด ก็ล้วนแต่หวังจะเอาผลทั้งนั้น แม้แต่ทำบุญทำทาน  ก็หวังบุญกุศล 
เป็นการเตือนสติว่า คนที่เขาทำบุญคุณกับเรา เขาก็หวังผลกำไรบ้าง  ไม่เอาบุญกุศล ก็เอาบุญคุณ ที่จะได้รับในภายหน้า  เราจะเอาอะไรก็ต้องยอมลงทุนก่อน  สิ่งที่ได้รับมาคือสิ่งที่เสียไป ไม่ลงทุนก็ไม่ได้กำไร (สิ่งที่ได้มา คือ ทุนทรัพย์ ทุนปัญญาและทุน การกระทำ)  

๒๖. เลี้ยงคนจักกินแรง
เลี้ยงคน - ได้แก่การให้ข้าวให้น้ำให้อาหารเลี้ยงคนให้กินอิ่ม  มื้อหนึ่งคราวหนึ่ง หรือการเอาคนมาเลี้ยงไว้ในบ้านเรือนเป็นลูกจ้าง  ลูกบุญธรรมก็ดี ล้วนแต่หวังจะใช้แรงงานทำรายได้ให้แก่เรา มิฉนั้นก็จะไม่ลงทุนเลี้ยงดู
กินแรง - ได้แก่เอาผลจากแรงงานที่เขาทำให้ ลูกจ้างก็ดี กรรมกรก็ดีล้วนแต่ลงแรงทำงาน  ทำให้เกิดผลิตผลจากแรงงานน้ันเป็นเงินเป็นทอง
สอนว่า ที่เขาเลี้ยงผู้คน เขาก็ย่อมหมายจะเอาแรงงานเขา  คำว่าเลีัยงคนจักกินแรง นี้ เป็นคนละความคนละประโยค กับหว่านพืชจักหวังผล ไม่ใช่ขยายความบทแรก  มีความหมายแยกออกจากประโยคแรกอย่างเด่นชัด  มีความหมายสำเร็จรูปอยู่ในตัวเองโดยเฉพาะ  เป็นอีกข้อความหนึ่งต่างหาก

๒๗. อย่าขัดแข็งผู้ใหญ่
ขัด - ขวาง ขีน ดื้อ ดึง ดัน ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งสอน ไม่ยอมทำตามคำของผู้ใหญ่  โต้เถึยงขัดแย้ง
แข็ง - กระด้าง ไม่ยอมอ่อนน้อม ไม่เคารพคารวะ แสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมอยู่ในโอวาท ประกาศตัวเป็นอิสระ กระด้างกระเดื่องต่อผู้ใหญ่
สอนว่า มิให้กระด้างกระเดื่องดื้อดึงต่อผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ - พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้บังคับบัญชา ญาติผู้ใหญ่ พี่ป้าน้าอา
พระพุทธเจ้าสอนไว้ในมงคล ๓๘ ประการว่า  ความเคารพคนที่ควรเคารพ ๑ ความไม่จองหองพองลมเป็นมงคลอุดม
สุภาษิตนี้จึงนำมาจากคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

๒๘. อย่าใฝ่ตนให้เกิน
ใฝ่ - ความคิดฝัน ความมุั่งหมาดปรารถนา ความทะเยอทะยาน ความอยากได้ ความอยากดี  ความอยากมี ความอยากเป็น  อยากเด่น อยากดัง อย่างใหญ่
ตน - ตัวเอง หมายถึงความอยากที่เกิดกับตัวเอง ไม่เกี่ยวกับภายนอกตัว จึงไม่ใช่คำว่า "อย่าใฝ่สูงให้เกินศักดิ์"  เพราะคำนี้มีความหมายที่จะเอื้อมเอาสิ่งที่สูงกว่าตน  เช่นอยากได้คู่รักที่ร่ำรวยกว่าตน เป็นต้น  แต่คำว่า อย่าใฝ่ตนให้เกินนี้ เป็นเรื่องอยากมี อยากเด่น อยากดัง เฉพาะตนเอง
สอนว่า อย่าใฝ่ฝันอยากดี  อยากเด่น อยากดังให้เกินไป  เพราะมีคำพังเพยว่า  "ไม้สูงกว่าแม้มักจะแพ้ลมบน  คนสูงกว่าคนมักจะหักกลางคัน"  หรือ "สูงนักมักหักด้วยแรงลม"
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า " ความสันโดษ(พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่เป็นอยู่) เป็นมงคลอันอุดม" 

๒๙. เดิรทางอย่าเดิรเปลี่ยว
เดิร - เป็นภาษาเขมร  โบราณเขียน เดร -ดำเนิร เพื่อแสดงว่าเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่ภาษาไทยแท้
ภาษาไทยเดิมคำว่า เดิน ใช้คำว่า เต้า หรือ ไต่เต้า เช่น คำว่า เต้าเรือน - ไปเรือน  เดินกลับไปบ้านเรือน
เปลี่ยว - เปลี่ยวกาย เปลี่ยวใจ หมายถึง ไม่มีเพื่อน ไม่มีคู่คิด คู่ตาย ผิดกับคำว่า "เดี่ยว"  เช่นตาลเดี่ยว ยืนเดี่ยว ซึงแปลว่า ต้นเดียวหรือคนเดียว โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีเพื่อน เพราะไม่ได้เดินทางที่ต้องการเพื่อนป้องกัน 
สอนว่า การเดินทางไกล หรือเดินทางไปในป่า หรือที่อาจจะมีภัยอันตรายอย่าเดินคนเดียวเปลี่ยวกายเปลี่ยวใจ  ไร้เพื่อนคู่คิดคู่ตาย
คนโบราณมีคำพังเพยว่า  "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับบ้านได้" 

๓๐. น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
น้ำเชี่ยว -น้ำทีไหลมาโดยเร็วและโดยแรง  เชี่ยวกราก หมายถึงน้ำที่ไหลมาจากที่สูงโดยแรง เสียงดังกราก 
ขวางเรือ - เอาเรือขวางลำกลางน้ำไหลเชี่ยว เรือจะล่ม
สอนว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง  เรือจะล่ม เปรียบได้กับอารมณ์โกรธของคนมีโทษะแรง  ก็เหมือนน้ำไหลเชี่ยว  อย่าเอาตัวเข้าขวางหน้าขวางตาขวางอารมณ์โกรธของผู้มีอำนาจ  เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโดยเร็วก็เหมือนน้ำกำลังไหลเชี่ยว  อย่าเข้่าไปขวางทันที จะได้ไม่มีภัยอันตราย 
ประโยคว่า "น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ" นี้เป็นคำพูดติดปากคนไทยมาช้านานถึงทุกวันนี้

๓๑. ที่ซุ้มเสือจงประหยัด
ที่ซุ้ม - หมายถึง ที่พุ่มไม้ปกคลุม เป็นที่ร่มชิดปิดบัง สำหรับเป็นทีบังแดดบังลม บังฝน และบังตาคน  เรียกว่า "ซุ้ม"  เป็นที่ซ่อนของเสือ สัตว์ร้าย หรือโจร ซุ้มธรรมชาติก็มี  ซุ้มที่คนเอากิ่งไม้มาทำไว้ก็มี

ฉบับของกรมศิลปากรว่า "ที่สุ้ม"  นั้นน่าจะผิด  "สุ้ม" นี้ เป็นคำกิริยาแปลว่าเข้าไปหลบซ่อนนิ่งเงียบในที่ลับ 
ส่วน "ซุ้ม" น้ันเป็นคำนาม  เป็นคำไทยเก่าแก่ ชาวชนบทรู้จักกันดีว่า .ซุ้มคืออะไร ซุ้มคืออย่างไร  เขาหมายถึงที่หลบซ่อนที่กำบัง 
ซุ้มเสือ - ที่หลบซ่อนของเสือ ซึ่งหมายถึงทั้งสัตว์ดุร้าย  และโจรฆ่าคนด้วย  เรียกว่าเสือ หรืออ้ายเสือ
ประหยัด - ระมัดระวังกาย เป็นภาษาเขมร  แปลว่า ระมัดระวัง  ที่จริงคำว่า ประหยัด  มีความหมายลึกซึ้ง หมายถึงค่อยๆโผล่กายเข้าไปอย่างระมัดระวังทีละน้อย  ไม่โผล่พรวดเข้าไปทัังตัว  เพื่อที่จะหลบหลีกหรือเลี่ยงหนีได้ทันท่วงที 
สอนว่า ที่ซุ้มไม้ปกปิด มิดชิด จงระมัดระวังตนให้ดี อาจจะมีเสือป่าซุ่มซ่อนอยู่ อาจมีคนร้ายแฝงกายอยู่ มันจะทำร้ายเอา  คนบ้านนอกบ้านป่าจะเข้าใจคำสอนนี้เป็นอย่างดี 
ฉบับสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ ใช้คำว่า  "ซุ้ม" ซึ่งถูกต้อง

๓๒. เร่งระมัดฟืนไฟ
ฉบับกรมศิลปากรว่า  "จงเร่งมัดฟืนไฟ" 
ฉบับสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ ว่า "เร่งระมัดฟืนไฟ"  เข้าใจว่าของกรมศิลปากร  เติมคำว่า "จง" ไปคำหนึ่ง เมื่ออ่านดูแล้ว  ไม่จำเป็นต้องมีจง  อยู่ข้างหน้า 
เร่ง - มีความหมายหนักแน่นว่า ให้รีบกระทำอยู่แล้ว  เมื่อตัดคำว่า "จง" ฟังดูไพเราะกว่า  คำกระทัดรัดกว่า และมี ๕ พยางค์พอแล้ว 
ระมัด - เป็นคำเขมร แปลว่า รัดกุม  กระทัดรัด ไทยพูดว่า กระทัดรัดมัดกุม มาจากคำว่า รัด  แผลงเป็นระมัด  คำว่าระมัด นี้ต่างกับคำว่า ระวัง เพราะคำว่า ระวัง ต้องเฝ้าระวัง ตั้งตาคอยระวัง ตั้งใจคอยดู  แต่คำว่า "ระมัด"  แปลว่า ทำให้รัดกุม  เหมาะสม รอบคอบ เป็นการป้องกันอันตราย  ไม่ต้องคอยระวัง เช่น ไม่จุดไฟทิ้งไว้ ไม่เอาเชื้อฟืนกองไว้ใกล้ไฟ  ไม่จุดธูปบูชาพระทิ้งไว้  อย่างนี้เรียกว่า ระมัด 
สอนว่า ให้ทำการให้รัดกุม ป้องกันมิให้ไฟลุกไหม้ขึ้น  เช่นหุงข้าวแล้วก็ต้องดับไฟเสีย  ไม่ปล่อยทิ้งถ่านไว้ในเตา  ต้องระมัดทั้งฟืนและเชื้อไฟ และไฟที่ใช้แล้วก็ดับเสีย  ไม่ทิ้งไว้ 

คำโคลงโลกนิติว่า 
                          "อย่าหมิ่นของเล็กนั้น    สี่สถาน
                            เล็กพริกพระกุมาร        จืดจ้อย
                            งูเล็กเท่าสายพาน        พิษยิ่ง
                            ไฟเล็กเท่าหิ่งห้อย       อย่าได้ดูแคลนฯ "

๓๓. ตนเป็นไทยอย่าคบทาษ
ไทย - มาจากคำว่า "ไท" แปลว่า ความเป็นใหญ่ ความเป็นอิสระ ความเป็นผู้ให้  ความเป็นผู้คุ้มครองป้องกัน 
ทาษ - โบราณเขียนว่า "ทาษ" แปลว่า ความเป็นเด็ก  เช่นคำว่า ทารก ความไม่มีอิสระแก่ตัว  ความเป็นผู้รับ  ความเป็นผู้อยู่ในความคุ้มครองป้องกัน ความเป็นผู้อ่อนแอโง่เขลา 
สอนว่า เมื่อตนเป็นใหญ่ มีความเป็นใหญ่  เป็นอิสระ เป็นผู้ให้ความคุ้มครอง  เป็นผู้เหนือกว่าก็อย่าคบทาษ ซึ่งเป็นผู้น้อย  เป็นผู้ไม่มีอิสระแก่ตัว  เป็นผู้รับทานรับใช้   คำว่าคบในที่นี้หมายถึง  การรักใคร่ได้เสียเป็นผัวเมีย และการคบคิดในทางผิดทางชั่วร้าย 
มงคล ๓๘ ประการ พระพุทธศาสนาก็สอนว่า 
"อเสวนา จ พาลานํ  ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ "
การคบบัณฑิต ( คือผู้รู้ฉลาด ) การไม่คบคนพาล (คือคนโง่เขลาอ่อนความคิด) เป็นมงคลอันอุดม 
ทาษ ในทีนี้ก็เท่ากับคนโง่เขลา  คนอ่อนความคิด  สุภาษิตนี้จึงมีที่มาจากพุทธภาษิต



(โปรดติดตามตอนต่อไป)